แม้จะยังไม่มีการพบตัวตนจริงๆ ของมนุษย์ต่างดาวอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีคนจำนวนมากที่เชื่อว่า มนุษย์ต่างดาว มีจริง และเคยเดินทางมาเยือนโลกของเราตั้งแต่สมัยโบราณ โดยอ้างถึงสิ่งก่อสร้างแปลกๆ ที่ยังหาที่มาที่ไปไม่ได้หลายๆ อย่าง อาทิ รูปสลักหินบนเกาะอีสเตอร์ รวมไปถึง พีระมิดที่อียิปต์ ก็ยังมีคนตีขลุมว่าเป็นผลงานของมนุษย์ต่างดาวเอาดื้อๆ ทุกวันนี้คนที่เชื่อเรื่องมนุษย์ต่างดาวมีหลักฐานภาพถ่ายยานอวกาศ และรูปร่างหน้าตาของมนุษย์ต่างดาวมายืนยัน ทว่าความน่าเชื่อถือยังเป็นที่เคลือบแคลงอยู่





นักวิทยาศาสตร์เองก็เชื่อว่าน่าจะมี "สิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญา" อาศัยอยู่ในโลกอื่นร่วมจักรวาลเดียวกับโลกของเรา จึงได้ติดต่อสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกด้วยวิธีต่างๆ มานานนับร้อยปี ที่เป็นรูปธรรมหน่อยก็คือ การส่งยานอวกาศ 2 ลำ คือ ไพโอเนียร์ 10 และ 11 เดินทางออกจากระบบสุริยะ มุ่งหน้าไปยังดาวฤกษ์ต่างๆ โดยนำข่าวสารจากโลกพร้อม "บัตรทักทาย" ติดไว้ข้างยาน เผื่อไว้ในกรณีที่อาจจะเจอมนุษย์ต่างดาว



ช่วงทศวรรษ'70 สหรัฐยังส่งยานอวกาศเพิ่มเติมไปอีก 2 ลำ คือ วอยยาเจอร์ 1 และ 2 โดยขนเอาแผ่นเสียงและเครื่องเล่นใส่ยานไปด้วย แผ่นเสียงดังกล่าวบันทึกเสียงดนตรี เสียงพูดทักทายในภาษาต่างๆ รวมไปถึงบทเพลงของวาฬ เมื่อเล่นแผ่นเสียงดังกล่าวก็จะมีภาพประกอบเป็นทิวทัศน์ของโลก รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของมนุษย์ประกอบกับเสียงต่างๆ เพื่อให้มนุษย์ต่างดาวเข้าใจความเป็นไปของเรา และรับรู้ว่าพวกเรามีตัวตนอยู่ในห้วงอวกาศ



ทว่า จักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลขนาดนั้น โอกาสที่จะได้พบสิ่งมีชีวิตนอกโลกด้วยยานอวกาศลำ



เล็กๆ แทบจะเป็นศูนย์ นักวิทยาศาสตร์จึงเปลี่ยนวิธีใหม่เป็นการติดต่อแบบง่ายๆ ด้วยการส่งคลื่นวิทยุไปในอวกาศ หากมนุษย์ต่างดาวมีเครื่องรับที่ไวพอก็จะรับข่าวสารจากเราได้



นอกจากส่งคลื่นแบบเดาสุ่มแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังส่งคลื่นวิทยุแบบเจาะลงถึง กระจุกดาวเมสซิเอร์ 13 ที่มีดาวมากมายกว่า 300,000 ดวง ทว่า กระจุกดาวเมสซิเอร์ 13 อยู่ไกลจากโลกราว 2,500 ปี ถ้าหากที่นั่นมีมนุษย์ต่างดาวจริง และส่งคำตอบกลับมาก็ต้องใช้เวลาอีก 2,500 ปี กว่าจะสื่อสารกันได้ก็คงจะต้องรอไปอีก 5,000 ปี



ดังนั้น แทนที่จะรอคำตอบแบบเลื่อนลอย นักดาราศาสตร์บางกลุ่มก็ลองค้นหาว่ามีสัญญาณวิทยุจากมนุษย์ต่างดาวส่งมาถึงโลกหรือไม่ การค้นหาครั้งแรกเริ่มต้นเมื่อ 50 ปีก่อน และดำเนินการต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้ โดยใช้กล้องโทรทัศน์แบบคลื่นวิทยุ 2 เครื่อง ในสหรัฐอเมริกา ส่องกราดท้องฟ้าทุกชั่วโมง



สตีเวน สปิลเบิร์ก ผู้อำนวยการสร้างชื่อดังของฮอลลีวูด ผู้ร่ำรวยจากการสร้างหนังเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวเรื่อง อี.ที. เป็นนายทุนใหญ่ที่อุดหนุน "โครงการเสาะหาสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญานอกโลก" หรือชื่อย่อๆ ในภาษาอังกฤษว่า "เซติ" โดยใช้อุปกรณ์ไฮเทคตรวจจับสัญญาณที่ผิดธรรมชาติ แต่กระนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดได้รับข่าวสารจากมนุษย์ต่างดาวเลยแม้แต่ครั้งเดียว



มนุษย์ต่างดาวมีจริงหรือไม่...และอยู่ที่ดาวดวงไหน...ยังเป็นความท้าทายที่นักวิทยาศาสตร์จะต้องค้นคว้าต่อไป...ตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบ มนุษย์ต่างดาวจะยังเป็นเพียงภาพในจินตนาการของเราที่เฝ้ารอให้เกิดขึ้นจริงๆ...สักวัน!



อี.ที. มนุษย์ต่างดาวในจินตนาการของสปิลเบิร์ก



อี.ที. ย่อมาจาก THE EXTRA-TERRESTRIAL ซึ่งหมายถึง สิ่งมีชีวิตนอกพิภพ (ซ้าย) หนังเรื่องนี้เป็นผลงานที่สร้างชื่อให้ สตีเวน สปิลเบิร์ก ในปี 1982 เพราะถ่ายทอดมิตรภาพระหว่างมนุษย์ต่างดาวกับเด็กชายชาวอเมริกันได้อย่างซาบซึ้ง ตัว อี.ที. ในเรื่องสร้างขึ้นจากเทคนิคพิเศษเป็นกึ่งสัตว์เลี้ยงกึ่งมนุษย์ ความน่ารักของ อี.ที. ทำให้กระแสการเสาะหามนุษย์ต่างดาวกลายเป็นเรื่องจริงจังมากขึ้น โดยได้รับเงินอุดหนุนส่วนหนึ่งจากสตีเวน สปิลเบิร์ก ผ่านโครงการ "เซติ"



แม้จะไม่มีใครรับรองได้ว่ามนุษย์ต่างดาวจะน่ารักเหมือนอี.ที.หรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด การได้รู้ว่ายังมีสิ่งมีชีวิตที่ทรงปัญญาอยู่ในดาวดวงอื่นร่วมจักรวาลก็น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี





" นอกจากส่งคลื่นแบบเดาสุ่มแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังส่งคลื่นวิทยุแบบเจาะลงถึง กระจุกดาวเมสซิเอร์ 13 ที่มีดาวมากมายกว่า 300,000 ดวง ทว่า กระจุกดาวเมสซิเอร์ 13 อยู่ไกลจากโลกราว 2,500 ปี "



ที่มา : http://www.ryt9.com/

____________________

เครดิต :

________________________________

แสดงความคิดเห็น

 
Top